วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ใครๆ ก็เป็นมืออาชีพได้ ถ้าอยากเป็น Everyone was professional, If you want to be.



ใครๆ ก็เป็นมืออาชีพได้ ถ้าอยากเป็น



Everyone was professional, If you want to be.

               ใครๆ ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นในการก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพในหน้าที่การงาน และสิ่งที่ตนทำอยู่.   สมัยผมเด็กๆ เคยเห็นคำขวัญติดอยู่ตามกันสาดผ้าใบว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ว่าไปแล้ว ก็ยังคงเป็นจริงตราบเท่าทุกวันนี้ เพียงแต่ว่าผมเองเริ่มต้นและก้าวไปบนเส้นทางการขาย มาตลอดชั่วชีวิต ถือได้ว่าเป็นมืออาชีพ ทางด้านงานขาย และมีรายได้จากงานขายมาโดยตลอด กว่า 35 ปี

               การเป็นมืออาชีพ ในทัศนะผม คือ การเคารพในงานที่สร้างรายได้แก่เรา ซึ่งอาจจะเป็นงานประจำเต็มเวลา งานล่วงเวลา หรืองานโอที ตลอดจนงานชั่วคราวหรืองานรายชิ้นก็ตาม. ทุกๆ งานที่สุจริต และเป็นทางเลือกในการสร้างอนาคตที่ดี ที่เรายอมรับเข้าสู่ชีวิตเรา  เราย่อมคาดหวังว่างานที่เราทำ เป็นอาชีพที่มั่นคงได้ และสามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างอนาคตของตนเองและครอบครัวได้ อันที่จริงทุกๆ อาชีพ ล้วนสามารถสร้างความมั่นคงแก่เราได้ เพียงแต่ว่าเราเป็นผู้เลือกงานที่เราคิดว่าจะยึดเป็นอาชีพ เพื่อรองรับการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างมีความสุข

งานพิเศษ งานรายได้เสริม โอกาสทางธุรกิจต่างๆ อาจจะก้าวเข้ามาในชีวิตของเรา ในบางช่วงขณะ และในบางคนก็รับมันเข้ามาในชีวิต และในบางคนเพียงแค่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และในบางคนก็คาดหวังผลตอบแทนสูงมากๆ ภายใต้การพัฒนาการตนเองต่ำ และมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ยอมรับและเคารพในงานที่สร้างรายได้ใหม่ให้ จึงมีเพียงบางคนเท่านั้นที่สามารถก้าวสู่งานรายได้พิเศษนอกเหนือจากงานประจำ ด้วยความเป็นมืออาชีพ มืออาชีพ คือ ผู้ยอมรับและเคารพในงานที่ทำ ใครๆ ก็เป็นมืออาชีพได้ และมืออาชีพย่อมรู้ดี และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ตนเองต้องพัฒนาตนเองให้คู่ควรกับผลตอบแทนที่เติบโตขึ้นเสมอ 

                ใครๆ ก็เป็นมืออาชีพได้ แต่การก้าวสู่ความสำเร็จในอาชีพ ผมเองขอหยิบยกเอา หลักธรรม เรื่อง อิทธิบาท4 มาเป็นเครื่องนำทางสู่ความสำเร็จ และ ผมได้นำเรื่อง อิทธิบาท 4 ที่มาจาก: http://www.learntripitaka.com/scruple/Itibaht4.html  มาลงไว้เพื่อนำทางทุกท่านสู่ความสำเร็จดังที่ท่านปรารถนา สรรพสิ่งในโลก ล้วนสมเหตุสมผล

ด้วยรัก
กอบชัย ศรบรรจง



 
               คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน
 
ฉันทะ   คือ ความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ

วิริยะ     คือ ความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง

จิตตะ    หมายถึง ความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา   หมายถึง ความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฟ้า ลิขิต – ดิน บันดาล – มนุษย์ เลือก : Destiny sky writing & Earth destine but Humans have the power to choose.



ฟ้า ลิขิต ดิน บันดาล มนุษย์ เลือก
Destiny sky writing & Earth destine
but Humans have the power to choose.

                                สวัสดีปีใหม่ & ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ชอบแวะเวียนทำบุญไหว้พระไหว้เจ้า ในหลายๆ โอกาส อาจจะกล่าวได้ว่าครอบคลุมเกือบทุกเทศกาลไม่ว่า ปีใหม่ ตรุษจีน ตรุษไทยสงกรานต์  ตลอดจนเทศกาลงานบุญต่างๆ เท่าที่มีโอกาส ความคาดหวังเบื้องต้นของผู้คนส่วนหนึ่งที่ทำบุญ คือ การลงทุนต่ำคาดหวังผลสูง ผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถึงแม้ผมไม่เคยบวชเรียน และไม่ค่อยได้เข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่ก็ได้มีโอกาสฟังเทศน์ฟังธรรมกับเขาบ้าง จากสื่อต่างๆ ก็มีความคิดแบบฉบับของตนเองใหม่



                                ฟ้าลิขิต ให้ชีวิตเราเกิดมามีชีวิต เรามิอาจจะเลือกได้ ดินบันดาล สิ่งแวดล้อมดำเนินไปรอบตัวเรา เราก็มิอาจจะกำหนดได้ แต่อำนาจสูงสุดของ มนุษย์ คือ อำนาจแห่งการเลือกตัดสินใจ ทุกลมหายใจเข้าออกเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะทำสิ่งใด หรือไม่ทำสิ่งใด ดังนั้นแล้ว สิ่งที่เป็นอยู่วันนี้ ไม่ใช่เกิดจาก ฟ้าลิขิต หรือดินบันดาล แต่เป็นการตัดสินใจเลือกของมนุษย์เอง จงยอมรับต่อทุกๆ การตัดสินใจเลือกของตนเอง แล้วท่านจะรู้ว่าการตัดสินใจเลือกของท่านต่อจากนี้ไปมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตของท่านได้ ไม่ใช่ฟ้า ไม่ใช่ดิน แต่คือ อำนาจแห่งการเลือกของท่านเอง

                                ผมทำบุญทุกครั้ง รู้สึกได้ว่าได้รับบุญทันทีทุกครั้ง... สิ่งที่ผมคิด คือ ผมทำบุญทุกครั้งตามอัตตะภาพ มิได้ทำบุญอวดผู้คน เวลาไปไหว้พระตามวัดต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีตู้หยอดเหรียญทำบุญจำนวนมาก ผมก็เตรียมเศษเหรียญที่ได้สะสมในทุกๆ วัน คือ ในทุกวันที่กลับบ้านถ้ามีเศษเหรียญผมก็จะสะสมไว้ทำบุญตามโอกาสที่เอื้ออำนวย อาจจะมีเหรียญบาทบ้าง เหรียญสลึงบ้าง เวลาไปไหว้พระทำบุญตามตู้ต่างๆ ก็จะหยอดตามอัธยาศัย สำหรับภรรยาผม ชอบนำเหรียญหยอดตู้รับบริจาคตามห้าง สิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำบุญ คือ อุปนิสัย ที่ลดความตระหนี่ถี่เหนียว ละความโลภ บังเกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเมตตา กรุณาในตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่ผมคิดคือ ทำบุญทุกครั้ง เป็นบุญในตัวเองทุกครั้ง ทำบุญทุกครั้งสร้างเสริมอุปนิสัยอันน่ารักของตนเองให้เปี่ยมพลัง และเป็นที่สัมผัสได้ของผู้คนรอบกาย เชื่อผมเถอะ ทำบุญทุกครั้ง เป็นบุญในตัวเองทุกครั้ง

                                ทำบุญแล้ว ก็ต้องอธิษฐาน และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ทำบุญด้วยเงิน 100 ขอร่ำรวยเป็นล้าน อาจจะเป็นการค้ากำไรเกินควร ถือว่าโลภแล้วละครับท่าน ถ้าเข้าถึงบุญแล้ว จะไม่โลภ แล้วเราจะอธิษฐานอย่างไร ขอพรอย่างไร นานาจิตตัง แต่สำหรับผมเอง ถือว่า คำอธิษฐาน เป็นการประกาศเป้าหมายต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ & คำขอพร เป็นการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสักขีพยาน และเป็นกำลังใจ ดังนั้น ถ้าเราทำบุญ 100 แล้วอธิษฐานว่า จะทำงานหนัก เพื่อบรรลุเป้าหมายในการงานอันสุจริตที่ทำอยู่ ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้รับรู้และสนับสนุนกำลังใจให้บรรลุผล น่าจะดีกว่า ถ้าคิดอย่างผม ทุกครั้งที่ทำบุญ แล้วอธิษฐานขอพร ก็จะต้องรีบทำงานให้หนักให้บรรลุผล เพราะเราประกาศเป้าหมายกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กำลังใจเรา เป็นดังนี้แล้ว ผมมั่นใจ ทุกแรงอธิษฐานและคำขอพรของท่าน จะบรรลุผลสูงสุดเท่าที่ท่านยึดมั่นในคำอธิฐานของท่านเอง และผมก็ยังมั่นใจว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้กำลังใจท่านตลอดเวลาที่ท่านเชื่อมั่นศรัทธาในคำอธิษฐานของท่าน...


สทธา สาธุ ปติฏฐิตา : ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
สุขา สทฺธา ปติฎฺฐิตา : ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ย่อมนำสุขมาให้




ด้วยรัก

กอบชัย ศรบรรจง

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักขาย นักธุรกิจ นักธุรกิจการขาย นักการตลาดเครือข่าย : โดย กอบชัย



นักขาย นักธุรกิจ นักธุรกิจการขาย นักการตลาดเครือข่าย : โดย กอบชัย



Salesman, Businessman, Business sales, Network marketers : By Kobchai

 นักขาย คือ ผู้แสวงหารายได้จากปัจจุบัน เพื่อปัจจุบันให้มากที่สุด

มีผู้คนจำนวนมากก้าวสู่วงการขาย โดยภาวะจำยอม เพื่อรายได้เฉพาะหน้า เพื่อรายได้พิเศษ เพื่อเหตุผลต่างๆ ของแต่ละคน มีเพียงไม่มากนักที่ก้าวสู่วงการขาย ด้วยความเต็มใจ และก้าวไปข้างหน้าจนประสบความสำเร็จ เป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จ บนเส้นทางการขาย รายได้ ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นสิ่งสร้างแรงจูงใจ เพื่อการก้าวไปข้างหน้าของนักขาย ผู้คนบนเส้นทางการขาย จะวนเวียนอยู่ในวังวนของ ยอดขาย เป้าหมายการขาย ผลตอบแทนรูปแบบต่างๆ ที่เป็นแรงจูงใจ ผมเองก็เคยอยู่ในวังวนนี้หลายปี หลายปีจนบางครั้งมีความรู้สึกว่ากลัวที่จะแวกวังวนนี้ออกไป แต่ก็โชคดีที่มีลูกค้าร้านวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดแห่งในจังหวัดกาญจนบุรี ได้สอนผม และนี่คือจุดเปลี่ยนทางความคิด ประโยคนั้นก็คือ การเป็นเซลล์ก็รายได้ดี แต่เป็นอาชีพที่จะตาย-เขาก็ไม่ให้ตาย จะโต-เขาก็ไม่ให้โต เฮียต้องรู้จักเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง เพราะเวลาพลาด เวลาล้ม ก็ล้มบนพื้นฐานกิจการของตนเองที่มีฐานที่แน่นขึ้นและสูงขึ้น

นักธุรกิจ คือ ผู้ยินดีลงทุนในปัจจุบัน เพื่อสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในอนาคต

นักธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการลงทุนในกิจการที่ตนเห็นว่ามีอนาคตที่คุ้มค่า นักธุรกิจยินดีทุ่มเทเงินยอมจ่ายก่อนแล้วทยอยเก็บเกี่ยวต้นทุนคืนภายหลัง โดยคาดหวังว่าในอนาคตสิ่งที่ได้รับจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของตนเอง แน่นอนที่สุดส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ได้ผลคุ้มค่าที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเกินกว่า 10 ปี และเรื่องหนักใจอีกเรื่อง ก็คือ บางกิจการเมื่อจะตกทอดให้ลูกหลาน กลับไม่เป็นที่ยอมรับของลูกหลาน เพราะสิ่งที่รุ่นพ่อแม่อยากทำ ไม่ได้หมายความว่าลูกๆ อยากทำ แต่อย่างไรก็ตามนักธุรกิจ ก็สามารถตอบแทนตนเอง ด้วยความสามารถของตนเอง

นักธุรกิจการขาย คือ ผู้ลงทุุนสร้างรายได้จากปัจจุบัน เพื่อสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในอนาคต

นักธุรกิจการขาย เป็นคำที่ผมใช้เรียกนักขายในเครือข่ายธุรกิจ เนื่องจากนักขายที่ก้าวสู่แวดวงธุรกิจเครือข่ายที่ดี จะได้รับการคุ้มครองสิทธิความสำเร็จทางธุรกิจให้สามารถตกทอดสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างธุรกิจของตนเอง ภายใต้การสนับสนุนสินค้าและบริการตามระบบการตลาดของผู้ผลิตสินค้า การเริ่มต้นของนักธุรกิจการขาย เราสามารถเริ่มต้นจากนักขาย สู่นักธุรกิจในเวลาเดียวกัน โดยเราได้สิทธิในการขายพร้อมๆ กับสิทธิการขยายตลาด เพื่อสร้างสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง

นักการตลาดเครือข่าย คือ ผู้สอนนักขาย ให้ก้าวสู่นักธุรกิจการขาย เพื่อเป็นนักการตลาดเครือข่ายที่ดี

บางคนเป็นได้เพียง นักขาย เพราะ ความคิดเขา คือ นักขาย
บางคนเป็นได้เพียง นักธุรกิจ เพราะความคิดเขา คือ นักธุรกิจ
บางคนเป็นได้เพียง นักธุรกิจการขาย เพราะความคิดเขา คือ นักธุรกิจการขาย
นักการตลาดเครือข่าย ก็คือ นักพัฒนาบุคลากรสู่ความเป็นเลิศ
หากท่านสนใจ หรือคิดก้าวสู่ ธุรกิจเครือข่าย ท่านต้องเลือกที่จะเป็นอะไรให้ชัดเจน

(ข้อมูลนำเสนอเป็นเพียงทัศนะ และความเชื่อส่วนตัวของ กอบชัย ศรบรรจง)

ด้วยรัก
กอบชัย ศรบรรจง




วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

Love Me Love My Dog: สูตรรัก นักขาย



Love Me Love My Dog: สูตรรัก นักขาย



                            นักขายที่ประสบความสำเร็จ มักมีเสน่ห์ในตัวเอง ผู้อยู่ใกล้ชิดมักรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ความน่ารัก ความน่าเชื่อถือ ตลอดจนความน่าประทับใจ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นการเพาะบ่มอุปนิสัย พฤติกรรม และแนวทางการทำงานด้านการขายที่ได้ทำมาอย่างถูกทิศถูกทาง เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนส่วนใหญ่บ่อยครั้งที่ตัดสินใจซื้อสินค้าจากนักขายบางคน และปฏิเสธนักขายบางคน ผมเองเคยประสบปัญหาลูกค้าที่เคยปฏิเสธการขายสินค้าจากนักขายรายอื่นอย่างรุนแรง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผมต้องมีปัญหากับลูกค้ารายนั้นด้วย ผมก้าวผ่านปมขัดแย้ง และแก้ปัญหาลูกค้าเหล่านั้นได้หลายราย ด้วยแนวคิดง่ายๆว่า ถ้าลูกค้ารักผมมากพอ ปัญหาก็จะเล็กลง และหมดไปในที่สุด



                            Love Me Love My Dog: เป็นสูตรรัก นักขาย ที่สามารถใช้ได้กับทุกคน อย่างน้อยที่สุดหากลูกค้าไม่ซื้อสินค้า ลูกค้าก็ยังรักและยอมรับในสิ่งที่เราเป็น การเป็นนักขาย จะยากก็ตรงที่เราจะเคาะประตูใจของลูกค้าให้เปิดรับรักเราได้อย่างไร ความซื่อสัตย์ จริงใจ ตรงไปตรงมา เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่แสวงหาจากนักขาย แต่นักขายเขี้ยวลากดินบางคนกลับคิดว่า ความสามารถในการพูดโน้มน้าวจูงใจเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จนักขาย คำตอบ คือ จริงครับ แต่เป็นปัจจัยที่อาจจะได้เปรียบในการขายให้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบในการขายให้สำเร็จ เพราะการขายให้สำเร็จ เป็นเรื่องที่เราจะต้องครองใจลูกค้าให้ได้ ซึ่งผมเอง ยึดถือเอาความซื่อสัตย์ จริงใจ และตรงไปตรงมา เป็นหลักในการนำเสนอ



                            ผมเคยมีลูกค้าที่ซื้อสื่อโฆษณาจากผม ด้วยความประทับใจในคำตอบที่ว่า สื่อโฆษณาของเราคงไม่สามารถรับประกันการเพิ่มขึ้นของยอดขาย แต่เรารับประกันว่า มีผู้คนเข้าถึงสินค้าของคุณได้มากขึ้น ผมได้รับทราบจากปากลูกค้าเองว่า เขาทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาจากผมเพราะคำตอบนี้ และหลังจากนั้นอีกหลายๆ รายก็เป็นเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าประกันมักจะถามว่า คุณจะอยู่กับบริษัทนี้บริการผมจนถึงอายุกรมธรรม์เลยหรือ? คำตอบของผม คือ ผมอาจจะมีอายุอยู่ไม่ถึง อายุกรมธรรม์ แต่ผมรับประกันได้ว่าบริษัทอยู่ถึงแน่นอน และรัฐบาลคุ้มครองผู้บริโภค ให้ได้รับทุกผลประโยชน์ตามกรมธรรม์



                                การขาย คือ ศิลปะ ในการสร้างความประทับใจแก่ทุกคนที่เราได้มีโอกาสได้นำเสนอ หากเรามุ่งแต่จะขายให้ได้ เราจะเสียโอกาสในการสร้างความรักกับเพื่อนดีดีที่จะเพิ่มขึ้นในชีวิต เราจะเสียโอกาสในการเติมเต็มความรักในหมู่เพื่อนสนิทมิตรสหาย ดังนั้น หากเราตั้งเป้าหมายการขายทุกครั้ง โดย เราจะเติมเต็มความรักให้มากพอ เพราะทุกโอกาสของการได้นำเสนอ เป็นโอกาสทองที่จะสร้างความรัก ความไว้วางใจแก่ผู้มุ่งหวังของคุณ อย่างน้อยที่สุด หากขายไม่ได้ คุณก็ได้เพื่อนเพิ่มอีกหนึ่งคน



                                จงจำให้ขึ้นใจ ต้นทุนแห่งความรักในใจของลูกค้า คือสิ่งที่สูงค่ายิ่ง ผู้คนส่วนใหญ่ยอมจ่ายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองรัก และมีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะสร้างความแตกต่างของการนำเสนอการขาย นั่นก็คือ ตัวคุณเอง Love Me Love My Dog: เป็นสูตรรักนักขายที่ยังคงใช้ได้ผลเสมอ



ด้วยรัก

กอบชัย ศรบรรจง

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

พลัง แห่ง ธรรมชาติ : นักธุรกิจการขาย ทีม และเครือข่าย (The power of nature: The business network sales and team.)


พลัง แห่ง ธรรมชาติ : นักธุรกิจการขาย ทีม และเครือข่าย

(The power of nature: The business network sales and team.)


 
               ความยิ่งใหญ่ของพลังธรรมชาติ ยากแท้หยั่งถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังธรรมชาติของมนุษย์ ด้วยความเป็นมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งธรรมชาติ จึงมีแนวคิดที่จะอยู่กับธรรมชาติทั้งมวลด้วยแนวคิดที่แตกต่างกัน 2 ขั้ว คือ แนวคิดตะวันตก มนุษย์ ต้องพัฒนา เพื่ออยู่เหนือธรรมชาติ และ แนวคิดตะวันออก มนุษย์ ต้องพัฒนา เพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ ในรอบ 100 ปี แห่งยุคอุตสาหกรรม และวันนี้ เราได้คำตอบแล้วว่า เมื่อไหร่ก็ตามความสมดุลแห่งธรรมชาติถูกทำลาย ธรรมชาติก็จะสร้างสมดุลใหม่ขึ้นมา แนวคิดมนุษย์ที่จะอยู่เหนือธรรมชาติเริ่มเข้าใจแล้วว่า คิดผิด เพราะ มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติปรับสมดุล มนุษย์ ผู้ทำให้เสียสมดุลย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ ก็เพียงใช้ศักยภาพของตนเองในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล และเอื้อประโยชน์ร่วมกันและกัน ในฐานะองค์ประกอบร่วมของธรรมชาติ พลังแห่งธรรมชาติ พลังแห่งสมดุลสภาพ


               ตลอดชีวิตของการทำงานของผมเริ่มต้น และเติบโตในแวดวงธุรกิจการขายกว่า 30 ปี ประสบการณ์ ความรู้ และกระบวนการคิดที่ตกผลึกของผมเอง สอนให้ผมรู้ว่า ธรรมชาติมีการปรับสมดุลอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เมื่อ ความรู้ เทคโนโลยี และสังคมพร้อม การปรับสมดุลสู่ก้าวใหม่ทางธุรกิจก็จะเริ่มขึ้น ผู้ปรับสมดุลมักจะเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ๆ ในแต่ละช่วงการเปลี่ยนแปลงและปรับสมดุล Gen-X Gen-Y Gen-Z พลังแห่งธรรมชาติเหล่านี้มักอยู่ในคนหนุ่มรุ่นใหม่ๆ ที่สร้างความแตกต่าง แต่ธุรกิจและสิ่งที่มีอยู่ในภาวะปรับสมดุลนี้ จะคงอยู่หรือจากไป ขึ้นอยู่กับเราเข้าถึงธรรมชาติที่เรามีอยู่ และการปรับสมดุลอย่างเหมาะสมภายในองค์กรหรือเครือข่ายเรา


               ความตื่นตาตื่นใจกับกระแสความเปลี่ยนแปลง ความหลงใหลในก้าวกระโดดของบางคนบางเครือข่ายธุรกิจ อาจจะทำให้เราหลงทางสู่กระแสที่เราไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เราเองมิอาจจะไปเลียนแบบ หรือริอ่านสร้างธรรมชาติให้เหมือนผู้นำกระแส แต่สิ่งที่เราน่าจะทำมากกว่า คือ เข้าใจถึงธรรมชาติองค์กร จุดแข็ง ที่มี และจุดอ่อนที่ต้องตระหนัก การปรับสมดุลสู่กระแสผู้นำ เราควรจะมุ่งพัฒนาจุดแข็งที่มีอยู่ให้โดดเด่น และยอมรับจุดอ่อนที่ต้องปรับสมดุลใหม่ ความผิดพลาดที่ผมเคยพลาด คือ มัวแต่มาพัฒนาจุดอ่อน เพื่อให้ทันกับจุดแข็งของผู้นำกระแส ผลก็คือ ยิ่งทำยิ่งห่างไกล เพราะเขาพัฒนาจากจุดแข็งของเขา แต่เรามัวแต่พัฒนาจุดอ่อนของเรา ทุกองค์กรมีจุดแข็ง และจุดอ่อน แต่ที่น่ากลัวที่สุด คือผู้นำทีมที่มัวแต่พัฒนาจุดอ่อน เปรียบเสมือน เอา กะโหลกไป โขกหิน


               เริ่มต้นพัฒนาจุดแข็ง ยอมรับจุดอ่อน และเรียนรู้กระแสนำ สิ่งที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง คือ บุคลากรในองค์กร มุ่งไขความลับสู่ศักยภาพที่แฝงเร้นของบุคคลในทีม... (ต่อภาค2)



ด้วยรัก

กอบชัย ศรบรรจง

พลัง แห่ง ธรรมชาติ 3 : นักธุรกิจการขาย ทีม และเครือข่าย (The power of nature 3 : The business network sales and team.)



พลัง แห่ง ธรรมชาติ 3 : นักธุรกิจการขาย ทีม และเครือข่าย

(The power of nature 3 : The business network sales and team.)



               สำหรับธุรกิจเครือข่าย การขับเคลื่อนของทีม อาจจะต้องอาศัย การสร้างแรงจูงใจ และกระบวนการพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุผล เป้าหมาย และความสำเร็จ อย่างมีเสถียรภาพ...

                ในธุรกิจเครือข่าย ผมไม่อาจจะกล่าวว่าแบ่งปันความสำเร็จของตนเอง เพราะว่าความสำเร็จของผมอาจไม่มากพอ แต่ สิ่งที่ผมแบ่งปัน คือ รอยแผลที่เคยพลาดในอดีต ที่ผ่านการรักษาหายดีแล้ว ทุกรอยแผล มีเรื่องเล่า ทุกเรื่องเล่ามีสิ่งให้เรียนรู้ ผมเพียงคาดหวังว่า เรื่องเล่าจากรอยแผลที่ผมเคยมี และจะไม่ปรากฏซ้ำรอยเดิมในชีวิตของผู้แสวงหา เพื่อก้าวสู่ความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่กว่า...

                แรงขับเคลื่อนทีมงานธุรกิจการขาย เริ่มจากความเข้าใจบุคลากรในทีม จูงใจ ไม่ใช่ จูงจมูก และ ครองใจ ไม่ใช่ ครอบงำ การเข้าถึงศักยภาพของนักธุรกิจการขาย เพื่อเปล่งพลังแห่งธรรมชาติ ให้สูงสุด เราควรเริ่มจาก DRIVE เพื่อขับเคลื่อนพลังธรรมชาติของเครือข่ายธุรกิจ

Dream ความใฝ่ฝัน ผู้คนส่วนใหญ่มีความปรารถนาในสิ่งที่ดีกว่า แต่อาจจะไม่กล้าพอที่จะคิด เพราะยังมองไม่เห็นโอกาส และความเป็นไปได้ หากว่าเราสามารถแสดงให้เห็นว่า ความอยากของคุณ + ความชำนาญของทีมเรา ความเป็นไปได้ก็จะสูงขึ้น โอกาสก็จะสูงขึ้น เมื่อกล้าฝันใหญ่ ใจเต็มร้อย ศักยภาพหลบในก็จะถูกระเบิดออกมา สิ่งสุดท้ายที่จะใช้สร้างความฝัน คือ สิ่งที่กลัวยิ่งกว่า ความสำเร็จของผู้คนจำนวนหนึ่ง ยอมทำในสิ่งที่ตนเองกลัว เพื่อ หลีกเลี่ยงในสิ่งที่ตนเอง กลัวยิ่งกว่า

Reeducationการให้การศึกษาใหม่ เพื่อให้ก้าวทันฝัน เนื้อหาต้องเข้มข้น ตรงใจ ตรงประเด็น เล่นเป็นเล่น ลุยเป็นลุย การทบทวน และกำหนดเนื้อหาสาระให้ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการบรรลุผล สอนให้รู้ ฝึกให้เป็น คิดให้ได้ ด้วยตนเอง หลายปีมานี้ สิ่งที่ผมเห็นบ่อยมากที่สุด คือ ผู้นำมักจะ สอนให้เชื่อ ฝึกให้เชื่อ และในที่สุดคิดเองไม่เป็น ไม่ต่างอะไรกับลัทธิองค์กรลับ การให้การศึกษา เป็นการเรียนเพื่อรู้ รู้เพื่อทำ ทำเพื่อเข้าใจ เข้าใจเพื่อคิดได้ คิดได้เพื่อคิดเป็น ทุกคนคือปัจเจกในเครือข่ายธุรกิจ เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จ และให้การศึกษาด้วยแนวคิด การเรียนรู้ ไม่ใช่ การบอกให้เชื่อ

Incentiveการกระตุ้นด้วยการสร้างแรงจูงใจ แรงจูงใจจะสัมฤทธิ์ผล เมื่อครบ 3 องค์ประกอบ คือ คุ้มค่า + มีความเป็นไปได้สูง + ตรงใจอยากได้ เริ่มจาก ความตรงใจอยากได้ คนรุ่นใหม่ ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับ กิน กาม เกียรติ      กิน คือ ฐานะความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ            กาม คือ ความอยากได้อยากมีมากขึ้น การสร้างครอบครัวใหม่ ชีวิตคู่                เกียรติ คือ ชื่อเสียง เกียรติยศ และการยอมรับในสังคม      แน่นอนที่สุด การสร้างแรงกระตุ้นด้วยการสร้างแรงจูงใจ ย่อมต้องสะกิดต่อม กิเลส และตัณหาของมนุษยชาติเชิงบวก ซึ่งเราเรียกว่า "ความใฝ่ฝัน" เมื่อความใฝ่ฝัน ถูกกระตุ้นให้เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้า ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท ก็จะสูงตาม แนวโน้มผลสัมฤทธิ์ ก็จะสูงตามด้วย

Valuation การประเมินคุณค่าบุคลากรในทีม ผู้สำเร็จส่วนใหญ่ มักมีจุดเริ่มต้นที่ความต้องการความมีตัวตนในทีม เป็นบุคคลที่มีความสำคัญของทีม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความต้องการพื้นที่อิสระที่จะสร้างอาณาจักรของตนเอง ดังนั้น แนวคิดการประเมินคุณค่าคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน มีแนวโน้มในทิศทาง เก่งพอ ไม่ใช่ แก่พอ อย่าเสี่ยงประเมินคุณค่าบุคลากรในทีมรุ่นใหม่ ด้วยแนวคิดเดิมๆ คือ การคิดเอาเอง จงจำไว้ คนรุ่นเก่า กลัวเสียหน้า แต่ คนรุ่นใหม่ กลัวเสียโอกาส

Evolutionการเจริญเติบโต สู่ผู้นำแนวโน้มใหม่ รักอิสระ มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ กฎเกณฑ์ปรับเปลี่ยนได้เพื่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า เล่นเพื่องานแต่ไม่ทำงานแบบเล่นๆ เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และที่สำคัญเสพติดความสำเร็จ ความอาวุโสไม่โดนใจเท่าความสำเร็จที่ใช่ อย่าอ้างความสำเร็จที่เคยผ่านมาในอดีต สิ่งที่ต้องการคือ วันนี้คุณสำเร็จได้เหมือนเดิมหรือไม่ และอนาคตความสำเร็จของคุณโดนใจคนรุ่นใหม่นี้หรือไม่ ดังนั้นความเติบโตในอนาคตอย่าคิดไปเอง คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไว ต้องการสำเร็จอย่างจริงจัง และอาจจะมีอัตราการเติบโตที่เป็นสถิติใหม่ ถ้าความคิดของผู้นำไม่มาขวางทางโต เพราะกลัวเสียหน้า จนศักยภาพของใครบางคนในทีมต้องเสียโอกาส...

ด้วยรัก
กอบชัย ศรบรรจงhttps://www.facebook.com/9kobchaiBlog

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

พลัง แห่ง ธรรมชาติ 2 : นักธุรกิจการขาย ทีม และเครือข่าย (The power of nature 2 : The business network sales and team.)



พลัง แห่ง ธรรมชาติ 2 : นักธุรกิจการขาย ทีม และเครือข่าย

(The power of nature 2 : The business network sales and team.)



          เริ่มต้นพัฒนาจุดแข็ง ยอมรับจุดอ่อน และเรียนรู้กระแสนำ สิ่งที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง คือ บุคลากรในองค์กร มุ่งไขความลับสู่ศักยภาพที่แฝงเร้นของบุคคลในทีม... (ต่อภาค2)


          บุคลากร ของทุกองค์กร คือ จุดแข็ง ที่ยังไม่เปล่งศักยภาพอย่างสมบูรณ์  เพราะหากบุคลากรในองค์กร คือ จุดอ่อน องค์กรนั้นไม่น่าอยู่รอดมาได้ถึงปัจจุบัน และแน่นอนที่สุด คนที่คิดว่า บุคลากรในทีม คือจุดอ่อน เขาคนนั้น ก็คือ จุดอ่อนที่สุดของทีม คงไม่มีสมรภูมิใดที่แม่ทัพดูแคลนนักรบในกองทัพ แล้วจะรบชนะ สิ่งที่ผมเคยพลาดในอดีต และผมเองก้าวผ่านมาได้ เมื่อเข้าใจถึงศักยภาพที่แท้จริงของบุคลากรในทีมงาน โดยหลักการที่ว่า ครองคน ให้ครองใจ จะ ครองตลาด ให้ครองใจคน


          ทุกกลุ่ม ทุกทีม มีธรรมชาติของคนในทีม และธรรมชาติของทีม ที่แตกต่าง ดังนั้น จงเข้าใจถึงแก่นแท้ธรรมชาติของทีมตนเองก่อนที่จะปลดปล่อยพลังธรรมชาติของศักยภาพบุคลากรในทีมของตนเอง อย่าคิดไปเอง อย่าครอบงำทีม และที่สำคัญการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าต้องมี  การทำงานเป็นทีมที่เข้มแข็ง ต้องมีเป้าหมายทีมที่ชัดเจน เป้าหมายเดียว + ทิศทางของทีมที่ชัดเจน ทิศทางเดียว + รวมใจคนเป็นหนึ่งเดียว ความแตกต่างของการทำงานเป็นกลุ่ม กับทำงานเป็นทีม คือ

-    การทำงานเป็นกลุ่ม การลำดับความสำคัญของเป้าหมาย คือ มุ่งตอบสนองเป้าหมายส่วนตนก่อนเป้าหมายทีม ดังนั้น ทิศทางและพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า เปรียบเสมือน รถม้า ที่มีม้า 4 ตัว ต่างตัวต่างวิ่งตามที่ม้าอยากวิ่ง

-     การทำงานเป็นทีม การลำดับความสำคัญของเป้าหมาย คือ มุ่งตอบสนองเป้าหมายทีมก่อนเป้าหมายตน ดังนั้นทิศทางและพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า เปรียบเสมือน รถม้า ที่มีม้า 4 ตัว ที่ฝึกมาอย่างดี ทุกตัววิ่งไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง



แน่นอนที่สุด การทำงานเป็นทีม เมื่อรถม้าบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ผลตอบแทนต่อเป้าหมายส่วนตน คือ 1. ม้าทุกตัววิ่งโดยใช้แรงน้อยกว่าที่ต่างตัวต่างวิ่ง      2. ม้าทุกตัว ได้ประโยชน์ เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนระหว่างทางตั้งแต่จุดเริ่มต้น คือเบาแรง ประหยัดเวลา   หากจะเปรียบกับการทำงานเป็นทีม คือเมื่อทีมบรรลุเป้าหมาย คนส่วนใหญ่ในทีมก็จะอาศัย พลังขับเคลื่อนเป็นทีม เพื่อเบาแรงและประหยัดเวลา สำหรับผลตอบแทนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับการบรรลุผลงานที่ตนเองต้องรับผิดชอบมากน้อยเพียงไร ในขณะที่ทีมเคลื่อนตัวสู่เป้าหมาย ทุกคนในทีม ก็ต้องรับผิดชอบต่องานของตนให้ดีที่สุด ดังนั้น เมื่อทีมบรรลุเป้าหมาย ผู้ที่ทุ่มเทรับผิดชอบต่องานของตนได้ดี ย่อมบรรลุเป้าหมายของตนด้วย



          สำหรับธุรกิจเครือข่าย การขับเคลื่อนของทีม อาจจะต้องอาศัย การสร้างแรงจูงใจ และกระบวนการพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุผล เป้าหมาย และความสำเร็จ อย่างมีเสถียรภาพ... (ต่อภาค 3)



ด้วยรัก

กอบชัย ศรบรรจงhttps://www.facebook.com/9kobchaiBlog