วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

เส้นทางที่คุ้นเคย กับ เส้นทางที่เราพึงปรารถนา Familiar route against The path we desire.

เส้นทางที่คุ้นเคย กับ เส้นทางที่เราพึงปรารถนา

Familiar route against The path we desire.


ทุกๆ วันเราตื่นเช้า แล้วก้าวเดินออกจากบ้านไปทำงาน...

เรามักจะก้าวเดินไปบนเส้นทางที่เราคุ้นเคย โดยไม่รู้ว่าสุดปลายทางนั้นคืออะไร???

มีมนุษย์ขี้สงสัย และต้องการรู้ความจริงว่า การเดินทางของเขาจะไปสุดที่ไหน

เขาจึงเริ่มต้นเรียนรู้ทางแยกที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วเลือกเส้นทางที่นำสู่เป้าหมายชีวิตที่ตนเองพึงปรารถนา

ถ้าชีวิตยังก้าวเดินไปบนเส้นทางที่เราเองยังไม่รู้ว่าจะชีวิตเราจะไปไหน...แล้วทำไมเราไม่ลองสะสมไมล์ ด้วยการก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตที่เราพึงปรารถนา ด้วยการจัดสรรเวลาอย่างจริงจัง

ความทุ่มเทก้าวเดินบนเส้นทางโอกาสตัน...ผลลัพธ์ คือ ทางตันที่ท้ายซอย ภาพที่เคยเห็นอยู่ลิบลิบที่ท้ายซอย อาจจะเป็นเพียงภาพวาดที่เจ้าของซอย วาดให้เห็นบนกำแพงที่ท้ายซอย ซึ่งเราเองไม่มีโอกาสไปถึงได้ เพราะเราเองไม่ได้เป็นผู้เลือกสถานการณ์ และกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง

เลือกทุ่มเทก้าวเดินบนเส้นทางโอกาสเปิด...ผลลัพธ์ คือ คุณไปได้ไกลเท่าที่คุณต้องการ ภาพโดยรวมอาจจะไม่สวยหรู อย่างที่เคยเห็น แต่ตัวคุณ คือ ผู้เลือกสถานการณ์และกำหนดวิถีชีวิตของคุณเอง ว่าจะสู้หรือจะยอมแพ้...แต่จงจำไว้ว่า การต่อสู้ของคุณทุกครั้ง แม้ไม่ชนะ แต่คุณก็จะล้มลงบนกองประสบการณ์ที่คุณสั่งสมไว้ นั้นหมายถึงถ้าคุณเข้าใจประสบการณ์ของคุณเอง โอกาสที่จะแพ้ในอนาคต ก็จะลดลง...การยอมแพ้ทั้งๆ ที่มีโอกาสสู้บนความเสี่ยงที่ลดลง คุณต้องตัดสินใจเอง ครับ


โอกาสของความสำเร็จ
ขึ้นอยู่กับการลุกขึ้นสู้บนความเสี่ยงที่ลดลง...
เมื่อไหร่ที่ความปรารถนาอย่างแรงกล้า
เหนือกว่า ความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง...
เมื่อนั้น คุณก็จะกล้า ก้าวไปบนเส้นทางที่คุณเลือกเอง

ด้วยรัก
กอบชัย ศรบรรจง

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อย่าเอากะโหลก... ไปโขกหิน Do not take skull… To headbutt a rock



อย่าเอากะโหลก... ไปโขกหิน

Do not take skull… To headbutt a rock

อย่าทำลายขวัญของทีม ด้วยยกย่องจุดแข็งของคู่แข่งข่มจุดอ่อนของทีม... Do not break the morale of the team. By bringing strengths of the other team Compared to the weakness of our team.

ทีมแกร่งหลายทีมต้องล่มสลาย เพราะ ผู้นำทีมไม่ได้ตระหนักในท่าทีของตนเอง ในการยกย่องจุดเด่นของทีมอื่นๆ เกินงาม แล้วนำมาเทียบเคียงจุดอ่อนของทีม เพื่อคาดหวังให้ทีม ฉุกคิดเพื่อความก้าวหน้าและพัฒนาศักยภาพของทีม... แต่มักลืมคิดไปว่า บุคลากรในทีม อาจจะเสียขวัญ และค้างคาใจว่า “แล้วทีมของเรา ภายใต้การนำของคุณ มีอะไรดีบ้าง”

การยกย่องจุดเด่นของทีมอื่นๆ ที่มีศักยภาพเป็นเรื่องดี ที่เราต้องนำเสนอให้ทีมของเรา ได้ตระหนักถึงจุดเด่นของทีมเรา เพื่อพัฒนาศักยภาพจุดเด่นของตนเองให้ดีขึ้น ไม่ใช่นำจุดอ่อนของเราไปเทียบเคียงกับจุดแข็งของคนอื่นๆ

ทุกๆ ทีม ที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีจุดเด่นที่แฝงอยู่ในทีม เมื่อจุดเด่นนั้นถูกพัฒนาให้ดีขึ้น และส่งผลอย่างเต็มที่ ผลที่ได้ ทีมก็จะเติบโตอย่างรวดเร็ว... แต่ถ้าวันนี้ มีทีมอื่นๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เราอัตราการเติบโตลดลง หมายความว่า “ทีมของเขา ไม่ได้ดีกว่า ทีมของเรา ในทุกด้าน” เพียงแต่เรายังไม่ได้ตระหนักถึงศักยภาพของจุดแข็งภายในทีม ที่จะถูกพัฒนาขึ้นมาให้โดดเด่น...

ผู้นำที่ชาญฉลาด ย่อมต้องรู้ซึ้งว่า ทุกทีมย่อมมีความสามารถอย่างโดดเด่น ที่จะพัฒนาจุดแข็งของทีมตนเอง ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ดังนั้นจึงไม่ควรหยิบยกเอาจุดแข็งของทีมอื่นมาพัฒนาแทนจุดแข็งของเราเอง เพราะนั่นอาจจะเป็นจุดจบของทีม... แต่ เราสามารถนำเอาจุดแข็งของแต่ละทีม ต่อยอดจุดแข็งที่เรามีอยู่

คำถามที่ผู้นำทีม จะต้องตอบก่อนที่จะปรับปรุงทีมให้แข็งแกร่งอีกครั้ง คือ “คุณรู้จุดอ่อน-จุดแข็งของตนหรือเปล่า และจะตัดสินใจเลือกแนวทาง พัฒนาจุดแข็ง หรือ พัฒนาจุดอ่อน



อย่า เยินยอทีมคู่แข่ง จนทำลายขวัญของทีมตนเอง

จง ตั้งหลักที่จุดแข็งของตนเอง และนำเอาข้อดีรอบตัว
มาต่อยอดให้เหมาะสม

มุ่ง พัฒนาจุดแข็ง เพิ่มศักยภาพของตนเองและทีม
อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อ กำจัดจุดอ่อน


ด้วยรัก
กอบชัย ศรบรรจง



 



วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Way of thinking : Business sales Against Olympic athletes.



วิธีคิด : นักธุรกิจการขาย กับ นักกีฬาโอลิมปิค 

Way of thinking : Business sales Against Olympic athletes.


               นักธุรกิจการขาย นักธุรกิจเครือข่าย ทุกๆ 3 5 ปี มักจะมีดาวเด่นเกิดขี้นในวงการ คล้ายๆ กับรอบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ที่จะมีนักกีฬาดาวเด่นเกิดขึ้นเสมอๆ ในแต่ละรอบ 4 ปี นักกีฬาที่จะประสบความสำเร็จก้าวสู่เหรียญทองโอลิมปิค ล้วนมีความใฝ่ฝัน และทุ่มเทฝึกฝนตลอดระยะเวลา 4 ปีและก่อนหน้านั้น เขาเหล่านั้นมีความฝันที่ชัดเจน เป้าหมายที่ชัดเจน มีความมุ่งมั่นที่ชัดเจน มีตารางการฝึกฝนที่ชัดเจน และที่สำคัญนักกีฬาเหรียญทองหลายต่อหลายคนที่ก้าวสู่ความสำเร็จสูงสุด ในการทำลายสถิติโอลิมปิค และสถิติโลก เป็นจุดท้าทาย และทุกครั้งของโอลิมปิค ก็มีการทำลายสถิติทุกครั้ง ผู้ทำลายสถิติคนล่าสุด อาจจะมีบุคคลในดวงใจ เป็นเจ้าของสถิติเดิม ก็ได้ ผมเชื่อว่าเจ้าของสถิติเดิม ย่อมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ทำลายสถิติเดิมของตนเอง และยิ่งภาคภูมิใจอย่างสูงยิ่งที่ผู้ทำลายสถิติของตน คือ บุคคลที่ศรัทธาตนเอง เป็นบุคคลในดวงใจ


              หากเปรียบสนามธุรกิจเครือข่าย เสมือนหนึ่งสนามกีฬาโอลิมปิค นักธุรกิจการขายที่เข้าสู่สนามกีฬาเครือข่ายนี้ ต้องมีความใฝ่ฝันที่ชัดเจน เป้าหมายที่ชัดเจน ความมุ่งมั่นที่ชัดเจน ตารางการทุ่มเททำงานที่ชัดเจน และที่สำคัญนอกเหนือจากการก้าวสู่เป้าหมายที่กำหนด นั่นคือ การทำลายสถิติเดิมที่เคยมีอยู่ในธุรกิจเครือข่าย ตราบเท่าที่โอลิมปิคยังคงมีการทำลายสถิติ ผมก็เชื่อมั่นว่า ในแวดวงเครือข่ายธุรกิจก็จะมีการทำลายสถิติใหม่ๆ เช่นเดียวกัน

             สิ่งหนึ่งที่ทำให้แวดวงกีฬา มีการทำลายสถิติใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นสถิติระดับกีฬาท้องถิ่น สถิติกีฬาระดับประเทศ สถิติกีฬาระดับภูมิภาค สถิติกีฬาระดับโอลิมปิค สถิติกีฬาระดับโลก เพราะ โค้ชผู้ฝึกสอนนักกีฬา มักสอนให้นักกีฬาที่เป็นลูกศิษย์ทุกคน ให้มีความเชื่อว่าทุกคนต้องทำให้ได้ดีกว่าสถิติเดิมของตนเอง และก้าวไปทีละก้าว เพื่อทำลายสถิติที่สูงขึ้นไป 

             ความแตกต่างของโค้ชกีฬา กับ อัพไลน์(บางคน) คือ โค้ชกีฬา สอนให้เชื่อเพื่อทำให้ดีขึ้น แต่ อัพไลน์ มักสอนให้เชื่อเพื่อทำตาม ดังนั้น นักกีฬาจึงมีการทำลายสถิติอยู่ตลอดเวลา...

             น้ำใจนักกีฬา ย่อมยินดีและภาคภูมิใจ ที่สถิติของตนเองเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ทำลายสถิติ เปรียบเสมือนครั้งหนึ่งที่เขาก็มีแรงบันดาลใจนั้นเช่นเดียวกัน... หากความรู้สึกนี้มีอยู่ในใจ อัพไลน์ ย่อมนำพาสถิติใหม่ๆ มาสู่องค์กร และหากอัพไลน์ คิดใหญ่ไม่คิดเล็กคิดน้อย ต้องคิด อย่าง โค้ชนักกีฬาที่ต้องการให้ลูกศิษย์ทำลายสถิติ รวมทั้งสถิติของโค้ชเองด้วย

ด้วยรัก
กอบชัย ศรบรรจง



วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ระยะเวลาที่เท่ากัน แต่ คุณค่าเวลาที่ไม่เท่ากัน

เวลาของทุกคน คือ ทุนรอนที่เท่าเทียม
ยากดี มีจน อยู่ที่ คนใช้เวลา

คนเราทุกคน มี ระยะเวลาในแต่ละวัน เท่าๆ กัน
สิ่งที่แตกต่างของคนเราอยู่ที่ คุณค่าของเวลาแต่ละคน

ความคิด การกระทำ ของคนเรา ที่มีต่อเวลา
สร้างความแตกต่างของ "ระยะเวลา" ให้มี "คุณค่า" ที่แตกต่างกัน

ความต่อเนื่องของ ระยะเวลา จะเพาะบ่ม ผลงาน ของคนเรา
ให้ทรงคุณค่าตามกาลเวลาที่ได้ใช้ ได้กระทำลงไป
ผลลัพธ์ คือ ความแตกต่างของคุณค่าเวลา ที่แต่ละคนมีอยู่




วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความกตัญญู กับ การทำธุรกิจเครือข่ายการตลาด Gratitude Against Network Marketing Business.



ความกตัญญู กับ การทำธุรกิจเครือข่ายการตลาด



Gratitude Against Network Marketing Business.


ความกตัญญู ประดุจ สายใยแห่งความผูกพัน

ซึ่งมีความแข็งแกร่งเหนือสายสัมพันธ์

               ความกตัญญู คือ การรู้บุญ รู้คุณ รู้ความดี และการระลึกพร้อมตอบแทน แต่มิใช่ว่าตอบแทนกันแล้วก็หายกันไป แต่ท่านหมายรวมถึงการมีใจรำลึกถึงคุณความดีที่เคยให้ความอุปการะแก่เรา ด้วยความเคารพยิ่ง ท่านว่าสิ่งของหรือผู้ที่ควรกตัญญูนั้นมีดังนี้...






สิ่งที่ควรกตัญญู แบ่งได้เป็น ๕ ประการ


                ๑. กตัญญูต่อบุคคล คือ ใครก็ตามที่เคยมีพระคุณต่อเรา จะต้องกตัญญูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอ พยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่าน โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ พระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม... 


                ๒. กตัญญูต่อสัตว์ คือ สัตว์ที่มีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ใช้งาน จะต้องใช้ด้วยความเมตตากรุณาปราณี ไม่เฆี่ยนตีมันจนเหลือเกิน อย่าใช้งานหนักจนเป็นการทรมาน และเลี้ยงดูให้อาหารอย่าให้อดอยาก ให้ได้กินได้นอนได้พักผ่อนตามเวลา


                ๓. กตัญญูต่อสิ่งของ คือ ของสิ่งใดก็ตามที่มีคุณต่อเรา เช่น หนังสือธรรมะ หนังสือเรียน สถานศึกษา วัด ต้นไม้ ฯลฯ จะต้องปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ให้ดี ไม่ลบหลู่ดูแคลน ไม่ทำลาย

     ผู้ ใดพำนักอาศัยนั่งนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใดแล้ว ยังขืนหักกิ่งลิดก้านรานใบ เด็ดยอดขุดรากถากเปลือก ผู้นั้นชื่อว่าทำร้ายมิตร เป็นคนชั่วช้าเลวทราม จะมีแต่อัปมงคลเป็นเบื้องหน้า


                ๔. กตัญญูต่อบุญ คือ รู้ว่าคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสุขความเจริญ มีทรัพย์มาก ก็เนื่องมาจากผลของบุญ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยบุญ จึงมีความรู้คุณของบุญ มีความอ่อนน้อมในตัว ไม่ดูถูกบุญ ตามระลึกถึงบุญเก่าให้จิตใจชุ่มชื่น และไม่ประมาทในการสร้างบุญใหม่ให้ยิ่งๆขึ้นไป


                ๕. กตัญญูต่อตนเอง คือ รู้ว่าร่างกายนี้เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เราจะได้อาศัยใช้ในการทำความดี สร้างบุญ เพื่อความสุข ความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเอง จึงทะนุถนอมดูแลร่างกาย ไม่ทำลายด้วยการกินเหล้า เสพยาสิ่งเสพติด เที่ยวกลางคืน และไม่นำร่างกายไปประกอบกรรมชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เจ้าชู้ อันเป็นการทำลายตนเอง


               ธุรกิจเครือข่ายอิสระ ไร้สายบังคับบัญชา แต่เชื่อมโยงด้วยสายสัมพันธ์ของการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข และเครือข่ายที่เข้มแข็งผูกพันด้วยความรู้สึกที่ระลึกถึงสิ่งดีงามของกันและกัน  ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการที่สำคัญของคำว่า กตัญญู


การทำงานที่ดี สร้างสายสัมพันธ์ที่ดี... ก่อเกิด ความกตัญญู สร้างความผูกพัน ด้วยการระลึกในสิ่งดีงามของกันและกัน...

               ขอเพียงผู้เข้าถึง กตัญญู ผู้นั้นย่อมมี กตเวทิตา ไม่อ้างเอาบุญคุณแก่ตน ด้วยคำว่า ฉันกตัญญูกว่า... เพราะ ความกตัญญู เป็นการตระหนักรู้แก่ตนให้ถึงพร้อมน้อมตอบแทนคุณ หากเป็นดังนี้แล้วทุกคนก็จะมอบความดีงามตามแต่กำลังของตนแก่สังคม และก็เป็นการน้อมตอบแทนคุณด้วยใจระลึกถึง...  มิใช่มัวแต่อ้างเอาบุญเอาคุณจากผู้อื่น เพียงเพื่อทำให้เห็นว่าตน คือผู้กตัญญูกว่า

               เครือข่ายวัฒนธรรมตะวันออก เป็น เครือข่ายที่ผูกพันด้วยความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง ซึ่งแตกต่างจากบางวัฒนธรรม ที่ผูกพันด้วยผลประโยชน์เป็นหลัก...  ดังเห็นจากการเติบโตของเครือข่ายวัฒนธรรมตะวันออกที่แตกขยายไปในทั่วโลกนับร้อยปี ล้วนสะท้อนสังคมเครือข่ายวัฒนธรรมร่วมกันอย่างเหนียวแน่น ผูกพันกันเป็น ไทยทาวน์ ไชน่าทาวน์ เป็นต้น  ความผูกพันนี้ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกตัญญูต่อมาตุภูมิ


               เครือข่ายธุรกิจไทย ก้าวไกลทั่วโลก ด้วยแรงกตัญญู เริ่มต้นจากสายสัมพันธ์แห่งความดีงามที่มอบแก่กัน ผูกพันทุกสายใยแห่งความดีด้วยความกตัญญู ระลึกถึงสิ่งดีงามซึ่งกันและกัน เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายแห่งความสำเร็จที่พร้อมสนับสนุนเกื้อกูลกันและกัน เพื่อ ส่งมอบสิ่งสวยงามนี้ สู่ ทุกผู้คนที่ก้าวเข้าสู่เครือข่ายธุรกิจ... ไทยแลนด์โมเดล



ด้วยรัก

กอบชัย ศรบรรจง

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“ผู้นำ กับ ความเชื่อ” “Leader Against Belief”



ผู้นำ กับ ความเชื่อ ในการสร้างธุรกิจเครือข่าย



“Leader Against Belief” In the creation of business networks.




             ผมจำได้ว่า เมื่อผมก้าวเข้าสู่การเป็นนักธุรกิจเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายใต้ 2 แนวคิดของผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ ที่เชื่อว่า

1.      หากเราผลิตสินค้าที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ลูกค้าย่อมไม่ปฏิเสธการซื้อใช้อย่างต่อเนื่อง (เราผลิตสินค้าที่ดีที่สุด ที่ลูกค้าต้องการซื้อ และจำเป็นต้องซื้อใช้อย่างต่อเนื่อง)     We Deliver The Best.
2.      เราเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ต่อสู้ดิ้นรนทำงานหนัก ก็เพื่อการได้ชื่นชมความสำเร็จของธุรกิจที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา: Business Of Your Own

             สำหรับผม นั่นคือความเชื่อแรก ที่สมเหตุสมผล จากผู้นำที่ก่อร่างสร้างธุรกิจเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกของโลกบอกเรา มันเป็นความเชื่อที่ไม่ได้ให้เราเชื่อตาม แต่เป็นความเชื่อที่เราบอกให้เรารู้ว่า เขาเชื่ออย่างนั้น และนั่นคือหลักความเชื่อทางธุรกิจที่เราต้องลงมือแสวงหาคำตอบเอง เพราะเจตนารมณ์ ของผู้นำเครือข่ายธุรกิจ คือ การเป็นผู้นำของผู้นำเครือข่าย ไม่ใช่ผู้จัดการฝ่ายขาย หรือเป็นเพียงหัวหน้าของลูกจ้างในบริษัท


             2 ความเชื่อแรก เป็นความเชื่อของการสร้างธุรกิจของผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 2 ท่าน มอบความเชื่อนี้ให้เราพิสูจน์ว่า "หากมีแนวคิดความเชื่อนี้คอยสนับสนุนท่านทั้งหลายดำเนินธุรกิจของท่านเอง ท่านสนใจหรือไม่???" สำหรับอีกความเชื่อหนึ่งที่ผมได้ซึมซับมาก็คือ ท่าน 2 ผู้ก่อตั้งธุรกิจท่านเชื่อว่า   “You Can Do It, Too!” ทุกคนสามารถสำเร็จในธุรกิจนี้ได้ ด้วยปัจจัย 2 ประการคือ
1.       มีความต้องการที่จะสำเร็จในธุรกิจนี้
2.       มีความพยามที่จะทำธุรกิจนี้ให้สำเร็จ



             ท่านสองผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความเชื่อของท่าน และท่านก็มอบความเชื่อนั้นให้ผู้ที่มีความเชื่อเฉกเช่นเดียวกับท่าน ได้ลองศึกษาและลองทำดูด้วยตนเอง ท่านทั้งสองไม่เคยบอกให้ใครต่อใครเชื่อท่านแล้วทำตาม เพราะหากเราคือผู้นำที่ต้องการสร้างผู้นำที่สามารถสร้างผู้นำที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นข้อควรระวังคือ ผู้นำอย่า ใช้ความเชื่อ ของตน ครอบงำผู้อื่นให้ต้องทำตาม แต่ จงแบ่งปันความเชื่อ ของตนให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับความสำเร็จ เฉกเช่นเดียวกับการแบ่งปันความเชื่อของท่านสองผู้ก่อตั้งธุรกิจเครือข่ายฯ เพราะท่านทั้งสองเชื่อว่า มนุษย์ทุกคน เป็น ปัจเจกบุคคล ท่านทั้งสองเชื่อในศักยภาพที่แตกต่างหลากหลาย และไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ทุกคน หลายคำปราศรัยของท่านทั้งสองหลายครั้ง ท่านแบ่งปันความเชื่อในเรื่องราวการได้ค้นพบตนเอง เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย


             เชื่ออัพไลน์ ทำตามอัพไลน์ กับ เชื่อสองผู้ร่วมก่อตั้งฯ เพื่อค้นพบตนเอง สองสิ่งนี้อาจจะเหมือนกันหรือไม่ ผมเองคงมิอาจจะคาดเดาความคิด ความเชื่อของแต่ละท่าน หรือให้คำตอบใดๆได้ แต่เมื่อวันที่ผมเริ่มต้นในธุรกิจเครือข่ายฯ สิ่งที่ผมเรียนรู้ ก็คือ จงเชื่ออัพไลน์ เรียนรู้วิถีแห่งความสำเร็จ และมีวินัยดั่งผู้สำเร็จ เพื่อค้นพบตนเอง...

เมื่อผมยอมรับความเชื่อใดแล้ว ผมก็จะเรียนรู้ให้หลากหลาย
เพื่อเปล่งประกายของตนเองให้เจิดจ้า
                               
             เชื่อใจอัพไลน์ เรียนรู้ทุกรูปแบบวิถีความสำเร็จ เพื่อต่อยอดความรู้ ภูมิปัญญา และสร้างวินัยแห่งความสำเร็จในแบบฉบับของตนเอง ความสำเร็จของอัพไลน์อาจจะไม่ใช่ตัวตนของดาวน์ไลน์ แต่ในฐานะอัพไลน์ก็ขอเพียงเป็น 1 แสงเทียนที่ส่องสว่างให้ดาวน์ไลน์ และเพื่อนๆ ได้มองเห็นเส้นทางค้นการพบตนเอง เพื่อก้าวเดินสู่ความสำเร็จอันพึงปรารถนาสูงสุดของตนเอง... เพื่อเป็นอีกหนึ่งวิถีแห่งความสำเร็จ สำหรับแบ่งปัน

ด้วยรัก
กอบชัย ศรบรรจง